สิ่งที่ยากที่สุด

posted on 15 Apr 2012 16:30 by selfconcept  in YourSelf  directory Knowledge, Diary, Idea

…จะขำกันไหม  จะตลกกันหรือเปล่า  ถ้าวันนี้ซีจะบอกว่าสิ่งที่ยากที่สุดคือการได้เป็นตัวของตัวเอง…

…แล้วจะเชื่อไหม  ถ้ามีใครสักคนมาบอกกับคุณว่าเขาไม่เป็นตัวของตัวเอง  หรือการได้รู้เรื่องราวของใครบางคนที่พยายามเอาตัวของตัวเองคืนกลับมา…

อย่าตกใจนะครับถ้าหากติดตามบล็อกของซีไปเรื่อยๆแล้วค้นพบว่าไอ้คนที่นั่งหายใจอยู่หลังจอ กำลังอ่านบล็อกของซีตอนนี้น่ะไม่ใช่ตัวเราเลย 

แล้วตัวตนของเรามันหายไปไหนล่ะ?

ก่อนที่จะถามหา หรือแม้แต่จะกล่าวโทษใครที่ขโมยตัวของเราไปมาทำความเข้าใจในเบื้องต้นๆอย่างง่ายๆก่อนดีไหมว่าที่มาของตัวเรานั้นมาจากไหน?

นักจิตวิทยาที่ศึกษาด้านพัฒนาการของมนุษย์บอกว่าแรกเกิดมนุษย์ยังไม่รับรู้ว่าตนเองนั้นแยกออกมาจากสิ่งแวดล้อม  จนกระทั่งเติบโตขึ้นเริ่มตระหนักว่าตนมีความสามารถที่จะกระทำจัดการสิ่งแวดล้อมได้  ตนนั้นไม่ใช่ส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อมและสามารถแยกออกมาได้  เมื่อนั้นมนุษย์เรียนรู้จากการสังเกตพฤติกรรมของตัวเองเพื่อค้นหาคุณลักษณะที่ตนเองเป็น  รวบรวมเข้ากับปฏิกริยาตอบสนองจากสิ่งแวดล้อมซึ่งรวมถึงจากปฏิสัมพันธ์ต่อมนุษย์อื่น  เพื่อสรุปออกมาเป็นกลุ่มของคำที่บรรยายตัวเอง  ยิ่งเวลาผ่านไปเราจะสะสมกลุ่มคำที่บ่งบอกความเป็นตัวของเรามากขึ้นเรื่อยๆ เช่น ใจดี รักความสงบ ประนีประนอม เป็นต้น

การที่เรารับรู้จากตัวเองและจากคนรอบข้าง จากสิ่งแวดล้อมเป็นกลไลหนึ่งที่ลดความบิดเบือนในการรับรู้ตัวตนของเรา  คนเราจะตรวจสอบและมองหาการยืนยันสิ่งที่รับรู้เสมอจากแหล่งข้อมูลอื่น  ถ้ากลางเดือนเมษายนคุณกลับรู้สึกหนาว คุณจะถามคนอื่นทันทีว่าพวกเขาหนาวเหมือนคุณไหม 

จากกลไกลดความบิดเบือนนี้เองที่บางครั้งกลับเหนี่ยวนำให้เกิดความเบี่ยงเบนเสียเองจากการยืนยันที่บิดเบือนซ้ำๆกันโดยบังเอิญ  ถ้าหากคุณถามความคิดเห็นเกี่ยวกับรูปร่างของคุณจากคนที่อ้วนกว่า คุณอาจได้รับคำตอบว่าคุณผอม  แต่ถ้าคุณถามจากคนที่ผอมกว่าคุณอาจได้รับความเห็นว่าคุณอ้วน 

ถ้าจะเปรียบเทียบตัวตนของเรากับอะไรสักอย่าง ซีนึกถึงของเหลวครับลักษณะเหมือนน้ำกลิ้งบนใบบอน  หรือปรอทที่พร้อมจะไหลเข้าไปรวมตัวกันกับหยดอื่นๆ 

มนุษย์เป็นสัตว์สังคมการที่จะคงไว้ซึ่งความเป็นตัวของตัวเองจึงเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก ตราบที่ได้เรายังคงต้องการการยอมรับของสังคม และตราบใดที่เราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกนี้  และยังคงอาศัยข้อมูลจากคนรอบข้างและสิ่งแวดล้อมในการดำเนินชีวิต

เรากำลังยืนอยู่กลางทะเลและถูกปะทะด้วยคลื่นความคิดที่ซัดและพัดพาเราเคลื่อนที่ไปจากจุดเดิม

 

เคลื่อนไปช้าๆ กว่าจะรู้ตัวก็ห่างจากจุดที่เคยยืนไปแสนไกล

แต่ที่ยากที่สุดก็คือการพยายามบอกว่าจุดไหน คือจุดที่เราเคยยืนอยู่ก่อนหน้า  ในเมื่อทะเลมองไปทางไหนก็คล้ายกันไปหมด

จบไปอีกหนึ่งเอนทรีสำหรับความสับสน หลงทาง ในทะเลจิต มหาสมุทรใจของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์แล้วครับ ขอบคุณที่อ่านกันจนจบ     

ปุ่มปรับความรู้สึก

posted on 13 Apr 2012 11:08 by selfconcept  in YourSelf  directory Knowledge, Diary, Idea

ขึ้นเอนทรี่ที่สองก็เสนอผลิตภัณฑ์กันซะแล้วครับ  วันนี้ผลิตภัณฑ์ที่จะนำมาแนะนำกันก็คือปุ่มปรับความรู้สึกครับ  แต่ว่าสิ่งนี้คืออะไรโปรดอ่านให้จบแล้วรับเอาไปใช้กันแบบฟรีๆกันเลย  ทุกที่ทุกเวลา  ของแบบนี้ไม่มีขายครับ

เคยไหมครับตื่นขึ้นมาแล้วมีเรื่องให้อารมณ์เสียตั้งแต่เช้าเลย?

เริ่มต้นวันกันแบบแย่ๆแล้วยิ่งแย่ไปทั้งวันเลย  บางครั้งกู่ไม่กลับพาลหงุดหงิดไปทุกเรื่อง  ความรู้สึกเป็นเรื่องสำคัญและเปราะบางมากครับ  ถ้ารู้สึกไม่ดีหรือติดลบไปแล้วยากมากที่จะทำให้กลับมารู้สึกดีหรือติดบวกในระยะเวลาอันสั้นได้  เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น  ความรู้สึกคงจะเหมือนกับการพยายามเปลี่ยนทิศทางของรถที่กำลังวิ่งหรือพยายามจะหยุดวัตถุที่เคลื่อนที่มาด้วยความรวดเร็ว  ถ้าหากเป็นการแข่งขันชักคะเย่อฝั่งหนึ่งก็คือความคิดความรู้สึกด้านบวกและอีกฝั่งคือความคิดความรู้สึกด้านลบ  ตัวคุณเองคือตรงกลางของเส้นเชือกที่ถูกยื้อดึงไปมาตามแรงและกำลังที่แต่ละฝ่ายมี 

ในความเป็นจริงแล้ว  นักจิตวิทยาวิเคราะห์ว่าสิ่งเร้าทางลบ รวมไปถึงความคิดเชิงลบ และความรู้สึกที่ไม่น่าพึงพอใจจะมีความเข้มข้น เด่นชัดและรุนแรงมากกว่าสิ่งเร้าทางบวก ความคิดทางบวก  และความรู้สึกที่น่าพอใจ  ซึ่งเป็นไปตามทฤษฎีว่าด้วยการเลือกรับรู้และใส่ใจ Selective Attention อันเป็นผลมาจากสัญชาติญาณของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตที่ระแวงต่อภยันตรายจึงต้องไวต่อสิ่งเร้าทางลบที่คุกคาม  ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่แข่งขันชักคะเย่อกันกี่หน  ความรู้สึกทางลบจึงเป็นฝ่ายชนะเสมอ 

ถ้าอย่างนั้นพยายามคิดบวกไปก็ไร้ผลสินะ?

การสรุปเช่นนี้ไม่ถูกต้องเสียทีเดียว  ถึงแม้ว่าตามความเป็นจริงแล้วคิดบวกสู้คิดลบไม่ไหว  แต่ความคิดบวกก็ช่วยลดความเข้มข้นของความคิดลบลงได้บ้าง  เหมือนเบรกที่ชะลอความเร็วของรถยนต์ 

ถ้าความรู้สึกไม่ดี ความคิดเชิงลบยังไงก็ต้องเกิดขึ้นอย่างไม่อาจห้ามได้  เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วปัญหาที่เกิดขึ้นคงไม่ใช่การระงับหรือห้ามความคิดลบๆหรือความรู้สึกแย่ๆไม่ให้เกิด  แต่เกิดเป็นคำถามใหม่คือ จะทำอย่างไรให้ออกจากความรู้สึกแย่ๆ หรือยุติความคิดแง่ลบให้เร็วที่สุด 

เจอเข้ากับคำถามนี้จิตวิทยาบัณฑิตถึงกับไปไม่ถูกกันเลยทีเดียว  ถ้าเป็นเมื่อก่อนเวลาที่มีเรื่องไม่สบายใจ  พ่อกับแม่มักจะเข้ามาปลอบใจซี และพูดเสมอว่าให้คิดแต่เรื่องดีๆทำใจสบายๆ  บอกตามตรงว่าไม่เคยนึกอะไรดีๆได้เลยสักเรื่องเวลาเจอเรื่องแย่ๆ  พอได้มาศึกษาจิตวิทยาถึงได้รู้ว่ามันมีทฤษฎีผลกระทบจากอารมณ์ทางบวกและทางลบ Good & Bad Mood Effect ด้วย  ทฤษฎีนี้บอกว่าความรู้สึกและอารมณ์ของเราในขณะนั้นมีผลต่อความสามารถในการระลึกถึงเรื่องราวในอดีตด้วย  โดยเราจะนึกออกเฉพาะเรื่องราวที่อยู่ในโทนอารมณ์เดียวกัน  ทฤษฎีนี้จึงอธิบายได้ว่าทำไมกันนะ คนเศร้ามันถึงนึกได้เฉพาะเรื่องเศร้าๆ  คนล้มเหลวก็ยิ่งมองเห็นแต่ความผิดพลาดของตนในอดีต  การพยายามนึกถึงสิ่งดีๆในเวลาที่สิ่งแย่ๆมาเยือนดูท่าว่าจะเป็นไปได้ยาก 

ถ้าอย่างนั้นจะทำอย่างไรดีล่ะ?  ระหว่างที่นอนคิดไปคิดมาก็เหลือบไปเห็นปุ่มหมุนๆที่ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศ  ก็เกิดความคิดสนุกๆขึ้นมา  ถ้าหากเรามีปุ่มปรับความรู้สึกได้แบบนี้คงดี  เพียงแค่พกปุ่มนี้ไว้กับตัวแล้วเอาไปติดไว้ในทุกๆที  รู้สึกแย่เมื่อไรก็กดปุ่ม  หงุดหงิดก็หมุนปุ่ม  คิดลบก็ปรับให้คิดบวกได้ง่าย

คิดไปคิดมาปุ่มปรับความรู้สึกก็ทำท่าว่าจะมีจริงอยู่โลก  แต่ต้องอาศัยจินตนาการบ้าง  เวลาที่เรารู้สึกไม่ดี  เรามักจดจ่ออยู่แต่กับต้นตอสาเหตุที่ทำให้เราอารมณ์เสียใช่ไหม  เรารู้สึกไม่มีทางเลือกและต้องหัวเสียกับสิ่งนั้นใช่ไหม 

แต่ถ้าลองใส่ปุ่มปรับเข้าไปในทุกสถานการณ์  ปุ่มคือทางเลือก  ถ้าหากเรามีทางเลือกอื่นนอกจากความรู้สึกไม่ดีคงดีใช่ไหม แล้วเราคงอยากเลือกทางเลือกที่จะรู้สึกดี  ใส่ปุ่มเข้าไปเพื่อให้เรามองเห็นว่าผลลัพธ์ในการมีความรู้สึกอย่างไรจะเป็นเช่นไร  ระหว่างสูญเสียเวลาไปหนึ่งชั่วโมง หนึ่งวัน จมกับความรู้สึกแย่ๆ กับการหมุนปุ่มปรับความรู้สึกไปยังความรู้สึกดีๆ  มีความสุขกับเวลาที่ยังเหลืออยู่ 

สิ่งสำคัญคือการมองให้เห็นผลที่จะเกิดขึ้นจากทางเลือกต่างๆ  ถามตัวเองเสมอว่าเราต้องการให้ความรู้สึกไม่ดีทำลายทุกอย่างจริงๆหรือ  และบอกตัวเองเสมอว่าเรามีอำนาจที่จะเลือกรู้สึก  เราคือเจ้าของปุ่มปรับความรู้สึกของตัวเอง  เพียงเท่านี้คุณก็จะปิดความคิดลบๆ หยุดความรู้สึกแย่ๆได้ราวกับปิดสวิชท์

หลังอ่านเอนทรี่นี้จบแล้ว ซีขอแจกปุ่มปรับความรู้สึกให้ทุกคนเอาไปใช้กันครับ  อย่าลืมแบ่งปันให้เพื่อนๆและคนที่คุณรักด้วยนะครับ      

edit @ 13 Apr 2012 11:54:32 by Self-C


 
เริ่มต้นค้นหา เปิดเส้นทางสำรวจ

เคยไหมครับที่อยู่ๆก็รู้สึกสับสน  หรือไม่แน่ใจเกี่ยวกับตัวเอง? 

...ว่าจริงๆแล้วเราเป็นคนแบบไหนกันนะ?...

...ทำไมเราถึงตัดสินใจในเรื่องต่างๆอย่างนี้?...

...สิ่งที่เราเป็นอยู่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของเราหรือเปล่า? 
หรือเพียงแค่แสดงออกไปว่าเป็นแบบนั้น?...

...แล้วสิ่งที่ทำอยู่ เราต้องการแบบนี้จริงๆหรือ?
ผลสำเร็จที่ออกมาใช่เป้าหมายที่เราใฝ่ฝันหรือไม่?...

...

จากคำถามหลายๆข้อที่ล่องลอยอยู่ด้านบนเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นที่มาที่ไปของบล็อกนี้ครับ  แต่ทั้งหมดจะไม่เกิดขึ้นเป็นบล็อกได้เลยถ้าหากขาดแรงผลักดันสำคัญ  สิ่งนั้นก็คือความรักในการเขียน ความชอบในการอ่าน  และความสุขที่ได้ถ่ายทอด บอกเล่าเรื่องราวต่อคนอื่น  บวกกับความรู้เฉพาะทางด้านจิตวิทยาเต็มเปี่ยมที่มีอยู่ที่ช่วยให้เราเข้าใจคนอื่นได้ลึกซึ้ง  แต่ก็ไม่ได้ทำให้เข้าใจตัวเองได้ในทุกเรื่องๆ  น่าเศร้าก็ตรงประโยคหลังนี่แหละครับ 

และเพราะความไม่เข้าใจในตัวเองนี้แหละครับที่ทำให้เราหลงทาง  ขวนขวาย พยายามหา ทำ เอามาให้ได้ ในสิ่งที่จริงๆแล้วไม่ได้ต้องการ  แต่ละทิ้ง เมิน เพิกเฉยต่อสิ่งที่เราปรารถนาอย่างแท้จริง  ซึ่งก็เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ประสบอยู่ทั้งที่รู้ตัว และไม่รู้ตัว 

ถ้าถามตัวเองว่ารู้จักตัวของคุณเองดีแค่ไหน?  ร้อยทั้งร้อยก็คงตอบได้อย่างทันทีว่า ฉันรู้จักตัวของฉันดีที่สุด  เพราะฉันอยู่กับมันมาตั้งแต่เกิดจนถึงบัดนี้  ถ้าเป็นจริงเช่นคำตอบก็คงดีเพราะคนเกือบทั้งหมดที่ตอบว่ารู้จักตัวเองดีกลับต้องใช้เวลาครุ่นคิดสักพักเพื่อจะอธิบายหรือบรรยายเกี่ยวกับตัวเอง  หรือว่าเราอาจจะไม่ได้รู้จักตัวเราเองดีที่สุดอย่างที่เราคิด 

แล้วใครล่ะจะรู้จักตัวเราได้ดีกว่าตัวของเราเอง?  ถ้ามีใครคนนั้นก็คงดี   เพราะในความเป็นจริงมันช่างโหดร้ายเมื่อไม่มีใครคนนั้นอยู่บนโลกนี้ 

หลายครั้งหลายคราวคนเราจึงต้องตื่นขึ้นมาพบกับฝันร้ายว่า ช่วงเวลาแห่งการค้นหาตัวเองยังไม่จบสิ้น ทั้งๆที่เราเคยคิดว่าจบสิ้นลงไปแล้วตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น  สิ่งที่แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือการเปลี่ยนงาน ข้ามสายไปมากันให้วุ่นในช่วงชีวิตการทำงาน  หรือแม้แต่การเปลี่ยนคณะหรือสาขาวิชาในช่วงเรียนมหาวิทยาลัยที่มีให้เห็นตลอด  แม้แต่คนสูงอายุที่เปลี่ยนแปลงหันเหชีวิตตัวเองออกไปให้แตกต่าง  การค้นพบและนำมาซึ่งจุดเปลี่ยนเกิดขึ้นได้เสมอตลอดช่วงชีวิต  ขึ้นอยู่กับว่าใครค้นเจอได้เร็วกว่ากัน 

แต่เวลาหมุนไปไม่อาจย้อนกลับ ความว่าสายเกินไปหรือเจอกันช้าไปคือเรื่องเศร้าที่เกิดขึ้นได้เพราะไม่สามารถตั้งต้นได้ใหม่  และไม่มีใครต้องการให้เป็นเช่นนั้น  ในขณะเดียวกันโลกใบนี้ก็ช่างกว้างใหญ่และมีอะไรให้เป็น ให้ทำมากมายนับไม่ถ้วนเกินกว่าจะมีเวลาและโอกาสพอให้เราได้ทดลองทุกอย่าง  การบอกตัวเอง การค้นพบว่าสิ่งไหนไม่ใช่เราที่ว่ายากแล้ว  สิ่งที่ยากกว่าคือการหาสิ่งที่ใช่เราให้พบท่ามกลางสิ่งที่ความเป็นไปได้ว่าอาจจะเราและสิ่งที่ไม่ใช่เราซึ่งรายล้อมเราอยู่ 

ภารกิจยิ่งใหญ่ของชีวิต  ภารกิจแห่งการค้นหาตัวเอง จึงไม่ต่างอะไรกับการงมเข็มในทะเล 

Self-Concept คือศัพท์ทางจิตวิทยาหมายถึง ตัวตนของเราหรืออัตมโนทัศน์เป็นสิ่งที่บุคคลรับรู้เกี่ยวกับตัวเองโดยอาศัยแหล่งข้อมูลจากตัวบุคคลและสิ่งแวดล้อม  หาความสอดคล้องระหว่างกันเพื่อยืนยันว่าสิ่งนั้นคือตัวเราจริงๆ  เราคงจะไม่รับรู้ว่าตัวเอง สวย หล่อ เก่ง ใจดี จริงไหมครับถ้าไม่มีคนอื่นเลยบอกว่าเราเป็นเช่นนั้น

เราทุกคนจึงเปรียบเสมือนนักสำรวจที่ค้นหาตัวตนหรือ Self-Concept โดยมีเครื่องมือสำรวจอยู่สองอย่างคือตัวเองและสิ่งแวดล้อม  สิ่งที่เราทุกคนกำลังทุกอยู่ก็คือหาข้อมูลเพื่อรู้เกี่ยวกับตนเองให้มากขึ้น  และหาประสบการณ์เพื่อเรียนเกี่ยวโลกให้มากขึ้นไปพร้อมๆกัน

ทั้งหมดจึงเป็นที่มาของบล็อก Self-Concept* Know more yourself & Learn more your world เพื่อจุดประสงค์สุดท้ายที่ยิ่งใหญ่คือการเป็นตัวของตัวเองให้ดีที่สุดโดยทำให้ดีที่สุด Be the Best & Be yourself

ไม่นึกเลยครับว่าจะเขียนที่มาที่ไปของบล็อกได้ยาวถึงสองหน้าเอสี่กว่าๆเลย  แต่เปิดบล็อก บล็อกเกอร์มือใหม่คงต้องแนะนำตัวกันสักหน่อยนะครับ  ผมชื่อซีครับ ตัดมาจากเลยจากพยัญชนะต้นของชื่อจริง ถ้าเป็นชื่อ Screen name ใช้ชื่อว่า Self-C แปลว่า ตัวของซีก็ได้ครับ หรือเป็นตัวย่อจากคำว่า Self-Concept 

ซีจบการศึกษาด้านจิตวิทยามาโดยตรงครับ ได้เรียนจิตวิทยาหลายสาขามากครับเป็นวิทยาศาสตร์บัณฑิต  ระหว่างเรียนกิจกรรมที่ทำมาตลอดก็คือการเขียนหนังสือ ทั้งบทความ เรียงความ เรื่องสั้น นิยาย มีผลงานตีพิมพ์บ้างครับ  ปีก่อนก็เป็นครั้งแรกที่เสียภาษีค่าลิขสิทธิ์ครับ  แต่ยังไม่เคยมีงานเขียนที่เป็นเล่มของตัวเองเลยครับ  ชอบการอ่านไปร้านหนังสือไม่บ่อยแต่ไปครั้งไหนก็เหมือนถูกดูดจมอยู่ในนั้นนานมาก มีความสุขกับการถ่ายทอดครับเคยบันทึกเรื่องราวต่างๆเป็นไดอะรี่มาแล้ว  แต่จะไม่ใช่การบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นเฉยๆจะใส่แง่คิดลงไปด้วยเสมอ

ไม่บอกอายุนะครับ แต่คงจะเดากันได้ถ้าบอกว่าพึ่งเรียนจบมาไม่กี่ปี  ทำงานด้านการฝึกอบรมในธุรกิจโรงแรมแห่งหนึ่งได้เกือบปีเองครับแต่ชีวิตเสียศูนย์ไปเยอะเลยครับ  การทำงานพรากด้านอื่นๆของชีวิตไปเสียเกือบหมด  กว่าจะรู้ตัวก็เกือบสูญเสียสิ่งที่ใช่สำหรับตัวเราไป  สิ่งนั้นคือการเขียน  พอรู้ตัวก็รีบปล่อยมือจากสิ่งที่ไม่ใช่ทิ้งไปและกลับมาคว้าสิ่งที่ใช่เอาไว้ 

exteen เป็นที่หนึ่งที่เคยผ่านเข้ามาและก็กลับออกไปแล้วสองครั้งเพราะไปหยิบสิ่งที่เข้าใจผิดว่าใช่  แต่ทุกครั้งที่เข้ามาก็รู้สึกขอบคุณทุกครั้ง  ครั้งนี้ก็เช่นกันครับ  ขอบคุณ exteen สถานที่ที่เราใช้ค้นหาตัวเองและไปให้ถึงฝันด้วยการเป็นตัวของตัวเองและทำให้ดีที่สุด

เนื้อหาที่จะนำเสนอในบล็อกนี้สารภาพตามตรงว่าคิดไม่ออกว่าจะมีกี่หมวดหมู่ มีอะไรบ้าง รู้เพียงว่าเขียนเกี่ยวกับตัวเองและสิ่งแวดล้อมกว้างมากนะครับ  ความจริงแล้วอาจจะแยกหมวดหมู่ไม่ได้เลยด้วยซ้ำไปเพราะความจริงแล้วตัวเรากับสิ่งแวดล้อมไม่เคยแยกออกจากกันเลย  แต่ที่ดู directory แล้วหลักๆคงมี diary ที่อาจจะมี knowledge และ idea เข้ามาปนอยู่ด้วย  และ Lifestyle ที่ประกอบด้วยหลายๆเรื่อง Fiction Food Fashion Entertainment Tech Travel และ Asian หมวด Cartoon อาจจะมีบ้างแต่ยังไม่เคยสำรวจตัวเองครับ  ปกติเป็นคนไม่ดู ไม่อ่านการ์ตูนเลย  

ขอบคุณครับที่กดเข้ามาอ่านกัน  และก็ฝากตัว ฝากบล็อก SelfConcept.Exteen.com ด้วยครับ  เป็นบล็อกที่แปลกๆในด้านที่มาที่ไป แต่ขอชวนให้กดเข้ามาลองอ่านเนื้อหาในครั้งต่อไปครับ

edit @ 12 Apr 2012 17:48:14 by Self-C

edit @ 13 Apr 2012 11:57:09 by Self-C