มีคนอยู่สองคน  ห้องของคนหนึ่งอยู่ทิศตะวันตก  ส่วนของอีกคนอยู่ทิศตะวันออก

คนที่พักอยู่ในห้องทิศตะวันออกมักจะตื่นแต่เช้าเสมอเพื่อรอชมพระอาทิตย์ขึ้น

ในขณะที่อีกคนกลับบ้านแต่วันเพื่อรอชมพระอาทิตย์ตก

ห้องของสองคนอยู่ตรงข้ามกันพอดี  ตอนเที่ยงของวันหนึ่งทั้งคู่บังเอิญออกจากห้องมาเจอกันพอดี

ทั้งสองต่างแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการพักอาศัยในอาคารหลังนี้

ทั้งคู่ต่างประทับใจในวิวทิวทัศน์ที่มองเห็นจากหน้าต่างของห้องพัก

คนหนึ่งเอาแต่บรรยายถึงความสวยงามตอนพระอาทิตย์ขึ้น

ส่วนอีกคนก็พรรณาถึงความงดงามตอนพระอาทิตย์ตก

ไปๆมาๆทั้งสองคนเริ่มโต้เถียงกันว่าวิวพระอาทิตย์ที่เห็นจากหน้าต่างห้องของตนนั้นสวยกว่า

ทั้งสองต่างไม่มีใครยอมใคร เพราะต่างไม่เคยเห็นวิวจากห้องพักฝั่งตรงข้าม

ทั้งสองตกลงแลกเปลี่ยนห้องกันหนึ่งวัน  เพื่อแลกกันชมวิว

ทำให้ทราบว่าภาพพระอาทิตย์ขึ้นหรือพระอาทิตย์ตกก็สวยงามไม่กัน

 

โดยทั่วไปแล้วสิ่งมีชีวิตรวมทั้งคนเรานั้นชอบความคุ้นเคยมากกว่าสิ่งแปลกใหม่  เพราะความคุ้นเคยหมายถึงความมั่นคงจากการที่รู้ผลหรือคาดเดาได้แน่นอน  แทนที่จะต้องเสียเวลากับการปรับตัวหรือเรียนรู้สิ่งใหม่  ถ้าหากเลือกได้เราจึงเลือกสิ่งเดิมๆ  เช่น ถ้าคิดไม่ออกว่าจะไปทานอาหารร้านไหน  หรือไปซื้อของสักอย่างที่ไหน  เรามักจะไปร้านที่เราเคยไป  เพราะมั่นใจว่าไปแล้วจะได้ทานอาหารที่อร่อยหรือได้ของที่ต้องการแน่นอน 

แม้แต่มุมมองของเราต่อสิ่งต่างๆ  หรือวิธีที่เราคิดเพื่อจัดการกับปัญหาต่างๆในชีวิต ก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของความคุ้นเคย  ซึ่งทั้งหมดล้วนแล้วแต่ส่งเสริมให้เรา “ยึดติด” อยู่ในที่ตั้งมั่น  ในมุมของตนเอง  จนบางครั้งหลงลืมไปว่าในสิ่งๆเดียวกันยังมีบางด้าน บางมุมที่เรามองไม่เห็น  ซึ่งไม่น่ากลัวเท่ากับการที่เราไม่ตระหนักถึงและไม่พยายามที่จะมองให้ทั่วและตัดสินเอาจากข้อมูลที่เรารับรู้ไม่ครบถ้วน

ระยะเวลาที่ห่างหายไปนับจากเอนทรี่สุดท้าย “เริ่มต้นทุกวัน…ด้วยความสำเร็จเล็กๆ” เป็นที่มาของเอนทรี่ในวันนี้ครับ 

ปีที่ผ่านมา(2554) มีเรื่องราวเกิดขึ้นในชีวิตของซีหลายเรื่อง ทั้งการเปลี่ยนแปลงจากชีวิตการเรียนเข้าสู่ชีวิตการทำงาน การเจ็บป่วยของคุณตา น้ำท่วม การป่วยกระทันหันของแม่ และการเปลี่ยนแปลงของทุกคนในครอบครัว หลายๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งปีทำให้ซีตัดสินใจอย่างกระทันหันว่าต้องพยายามหางานที่ให้เราได้ทั้งค่าตอบแทนสูงและให้เวลาเราด้วย  งานนั้นต้องเป็นงานที่ทำให้เราเก็บเงินได้มาในระยะเวลาสั้น เหตุการณ์ในวันนี้ทำให้ซีมองเห็นอนาคตครับ  การเจ็บป่วยของคุณตายังถือว่าโชคดีเพราะพ่อกับแม่ซีเกษียณแล้วมีเวลาไปดูแลและมีเงินพอใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาล  แต่ถ้าเป็นพ่อกับแม่แล้วถ้าซียังคงทำงานแบบปัจจุบันนี้  ซีไม่แน่ใจว่าจะมีเงินพอและมั่นใจว่าไม่มีเวลาไปดูแลมากแบบนี้เพราะซีคำนวณแล้วว่าถ้าพ่อกับแม่อายุเท่าคุณตาตอนนี้ ณ เวลานั้นซีจะยังไม่เกษียณและต้องไปทำงานอยู่ 

สุดท้ายช่วงปลายปีซีก็ไปเจออาชีพที่เป็นคำตอบสำหรับทั้งหมดคือ อาชีพพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหรือสจ๊วตครับ  ซีตัดสินใจไม่นานเอาเงินเดือนเดือนกว่าสมัครเรียนกับสถาบันสอนโดยตรงแถวๆบ้านเพื่อเตรียมความพร้อมให้เร็วที่สุด  ตอนนั้นเรียนต่อเนื่องสองเดือนกว่าพร้อมกับทำงานประจำไปด้วยต้องออกจากบ้านทุกวันไม่หยุดพักเสาร์อาทิตย์เลยเหนื่อยมากครับ  แต่ก็ไปเรียนไม่เคยขาดจนจบหลักสูตรมาได้  มีเปิดรับสมัครที่ไหนก็พยายามจะไป 

จนกระทั่งวันหนึ่งก็เริ่มได้ยินเสียงคัดค้านจากคนที่บ้านรวมทั้งคุณแม่ว่าไม่อยากให้ทำงานสจ๊วตเพราะเป็นงานที่ไม่เป็นเวลา เหนื่อย กดดันแล้วซีเองสุขภาพไม่ค่อยดี  พูดตรงๆเลยก็กลัวว่าซีจะป่วยจะตายถ้าไปทำงานแบบนั้น  ตอนนั้นซีโกรธทุกคนมาก  ไม่เข้าใจ ว่าทำไมต้องห้าม ต้องขัดขวางด้วย ในเมื่อซีกำลังทำเพื่อทุกคนอยู่  ทำไมทุกคนไม่มองเห็นปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนตอนที่ทะเลาะกันช่วงก่อนบ้านน้ำท่วม  ทุกคนไม่พยายามจะทำอะไรเลยเพราะคิดว่าคงไม่ท่วม แล้วแถวบ้านเพื่อนบ้านก็ยังไม่ป้องกันหรือเตรียมตัวอะไรกัน  ซีดูข่าวคิดว่าน้ำท่วมแน่ๆ  ไม่เข้าใจว่าทุกคนจะกลัวทำไมถ้าป้องกันแล้วน้ำไม่ท่วม  แทนที่จะกลัวว่าถ้าน้ำท่วมโดยไม่ทำอะไรเลยจะเป็นยังไง  ย้ายของแล้วน้ำไม่ท่วมก็ไม่เสียหาย  แต่ถ้าไม่ย้ายแล้วน้ำท่วมเสียหายแน่ๆ  ตัวซีเองจะเป็นคนที่ทนไม่ได้ที่จะปล่อยให้ชีวิตไปเรื่อยๆตามชะตากรรม  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นแต่ให้อยู่นิ่งๆรอให้มันมาถึงโดยไม่ทำอะไรนี่ทนไม่ได้จริงๆครับ 

ความรู้สึกของซีก็จะวนอยู่ในมุมของตัวเอง  ข้องใจว่าทำไมทุกคนถึงไม่เข้าใจ  ถามแบบนี้ซ้ำๆ  และให้เหตุผลเดิมๆกับตัวเองตลอดว่าที่เราทำไปก็เพื่อพ่อแม่ เพราะเรารักท่าน เราถึงพยายาม อดทนที่จะทำอาชีพนี้เพื่อจะได้ตอบแทนท่านได้เท่าที่เราตั้งใจ

วันหนึ่งแม่ก็ถามมาว่าพ่อกับแม่ผิดอะไร  ตรงนั้นเองที่ทำให้ซีคิดขึ้นมาได้ทันทีเลยว่า  พ่อกับแม่กำลังอ้างเหตุผลเดียวกันเพื่อสนับสนุนความคิดตัวเอง  เพราะพ่อกับแม่ก็รักเรา  ถึงเป็นห่วงไม่อยากให้เราทำงานหนัก เพราะกลัวว่าเราจะเหนื่อยและไม่สบาย

กลายเป็นว่าสิ่งที่อยู่ตรงกลางระหว่างซีกับพ่อแม่ก็คือความรัก  เพียงแต่เรามองความรักจากคนละมุมกัน  แม้ใช้ความรักเป็นเหตุผลอ้างอิงเหมือนกันแต่กลับไม่เข้าใจกันเลย  แล้วไอ้ความไม่เข้าใจกันเนี่ยยังทำให้ต่างฝ่ายต่างพยายามยืนยันว่าความคิดของตนเองนั้นถูกต้อง  พร้อมกับสร้างกำแพงขึ้นมาปิดกั้นความคิดที่ขัดแย้ง  

ทั้งๆที่ความไม่เข้าใจกันนั้นแก้ไขได้ง่ายๆ  แค่เพียงอาศัยความกล้าเล็กน้อยและใจที่กว้างขึ้นอีกหน่อย  ก้าวข้ามกำแพงที่ตัวเองสร้างขึ้น  ก้าวออกจากมุมที่ตนยึดติดไปยังมุมใหม่ๆ  เพื่อให้มองเห็นสิ่งเดียวกันในด้านอื่นๆ

ความสุขจากความเข้าใจเกิดขึ้นได้ไม่ยากครับ

เพียงแค่ใส่ใจว่า “เขาคิดอะไร-อย่างไร” ให้มากเท่ากับ “เราคิดอะไร-อย่างไร”

Self-Concept* be the best & be yourself สนับสนุนให้ทุกคนเข้าใจกันมากขึ้น^^