มีคนอยู่สองคน  ห้องของคนหนึ่งอยู่ทิศตะวันตก  ส่วนของอีกคนอยู่ทิศตะวันออก

คนที่พักอยู่ในห้องทิศตะวันออกมักจะตื่นแต่เช้าเสมอเพื่อรอชมพระอาทิตย์ขึ้น

ในขณะที่อีกคนกลับบ้านแต่วันเพื่อรอชมพระอาทิตย์ตก

ห้องของสองคนอยู่ตรงข้ามกันพอดี  ตอนเที่ยงของวันหนึ่งทั้งคู่บังเอิญออกจากห้องมาเจอกันพอดี

ทั้งสองต่างแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการพักอาศัยในอาคารหลังนี้

ทั้งคู่ต่างประทับใจในวิวทิวทัศน์ที่มองเห็นจากหน้าต่างของห้องพัก

คนหนึ่งเอาแต่บรรยายถึงความสวยงามตอนพระอาทิตย์ขึ้น

ส่วนอีกคนก็พรรณาถึงความงดงามตอนพระอาทิตย์ตก

ไปๆมาๆทั้งสองคนเริ่มโต้เถียงกันว่าวิวพระอาทิตย์ที่เห็นจากหน้าต่างห้องของตนนั้นสวยกว่า

ทั้งสองต่างไม่มีใครยอมใคร เพราะต่างไม่เคยเห็นวิวจากห้องพักฝั่งตรงข้าม

ทั้งสองตกลงแลกเปลี่ยนห้องกันหนึ่งวัน  เพื่อแลกกันชมวิว

ทำให้ทราบว่าภาพพระอาทิตย์ขึ้นหรือพระอาทิตย์ตกก็สวยงามไม่กัน

 

โดยทั่วไปแล้วสิ่งมีชีวิตรวมทั้งคนเรานั้นชอบความคุ้นเคยมากกว่าสิ่งแปลกใหม่  เพราะความคุ้นเคยหมายถึงความมั่นคงจากการที่รู้ผลหรือคาดเดาได้แน่นอน  แทนที่จะต้องเสียเวลากับการปรับตัวหรือเรียนรู้สิ่งใหม่  ถ้าหากเลือกได้เราจึงเลือกสิ่งเดิมๆ  เช่น ถ้าคิดไม่ออกว่าจะไปทานอาหารร้านไหน  หรือไปซื้อของสักอย่างที่ไหน  เรามักจะไปร้านที่เราเคยไป  เพราะมั่นใจว่าไปแล้วจะได้ทานอาหารที่อร่อยหรือได้ของที่ต้องการแน่นอน 

แม้แต่มุมมองของเราต่อสิ่งต่างๆ  หรือวิธีที่เราคิดเพื่อจัดการกับปัญหาต่างๆในชีวิต ก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของความคุ้นเคย  ซึ่งทั้งหมดล้วนแล้วแต่ส่งเสริมให้เรา “ยึดติด” อยู่ในที่ตั้งมั่น  ในมุมของตนเอง  จนบางครั้งหลงลืมไปว่าในสิ่งๆเดียวกันยังมีบางด้าน บางมุมที่เรามองไม่เห็น  ซึ่งไม่น่ากลัวเท่ากับการที่เราไม่ตระหนักถึงและไม่พยายามที่จะมองให้ทั่วและตัดสินเอาจากข้อมูลที่เรารับรู้ไม่ครบถ้วน

ระยะเวลาที่ห่างหายไปนับจากเอนทรี่สุดท้าย “เริ่มต้นทุกวัน…ด้วยความสำเร็จเล็กๆ” เป็นที่มาของเอนทรี่ในวันนี้ครับ 

ปีที่ผ่านมา(2554) มีเรื่องราวเกิดขึ้นในชีวิตของซีหลายเรื่อง ทั้งการเปลี่ยนแปลงจากชีวิตการเรียนเข้าสู่ชีวิตการทำงาน การเจ็บป่วยของคุณตา น้ำท่วม การป่วยกระทันหันของแม่ และการเปลี่ยนแปลงของทุกคนในครอบครัว หลายๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งปีทำให้ซีตัดสินใจอย่างกระทันหันว่าต้องพยายามหางานที่ให้เราได้ทั้งค่าตอบแทนสูงและให้เวลาเราด้วย  งานนั้นต้องเป็นงานที่ทำให้เราเก็บเงินได้มาในระยะเวลาสั้น เหตุการณ์ในวันนี้ทำให้ซีมองเห็นอนาคตครับ  การเจ็บป่วยของคุณตายังถือว่าโชคดีเพราะพ่อกับแม่ซีเกษียณแล้วมีเวลาไปดูแลและมีเงินพอใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาล  แต่ถ้าเป็นพ่อกับแม่แล้วถ้าซียังคงทำงานแบบปัจจุบันนี้  ซีไม่แน่ใจว่าจะมีเงินพอและมั่นใจว่าไม่มีเวลาไปดูแลมากแบบนี้เพราะซีคำนวณแล้วว่าถ้าพ่อกับแม่อายุเท่าคุณตาตอนนี้ ณ เวลานั้นซีจะยังไม่เกษียณและต้องไปทำงานอยู่ 

สุดท้ายช่วงปลายปีซีก็ไปเจออาชีพที่เป็นคำตอบสำหรับทั้งหมดคือ อาชีพพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหรือสจ๊วตครับ  ซีตัดสินใจไม่นานเอาเงินเดือนเดือนกว่าสมัครเรียนกับสถาบันสอนโดยตรงแถวๆบ้านเพื่อเตรียมความพร้อมให้เร็วที่สุด  ตอนนั้นเรียนต่อเนื่องสองเดือนกว่าพร้อมกับทำงานประจำไปด้วยต้องออกจากบ้านทุกวันไม่หยุดพักเสาร์อาทิตย์เลยเหนื่อยมากครับ  แต่ก็ไปเรียนไม่เคยขาดจนจบหลักสูตรมาได้  มีเปิดรับสมัครที่ไหนก็พยายามจะไป 

จนกระทั่งวันหนึ่งก็เริ่มได้ยินเสียงคัดค้านจากคนที่บ้านรวมทั้งคุณแม่ว่าไม่อยากให้ทำงานสจ๊วตเพราะเป็นงานที่ไม่เป็นเวลา เหนื่อย กดดันแล้วซีเองสุขภาพไม่ค่อยดี  พูดตรงๆเลยก็กลัวว่าซีจะป่วยจะตายถ้าไปทำงานแบบนั้น  ตอนนั้นซีโกรธทุกคนมาก  ไม่เข้าใจ ว่าทำไมต้องห้าม ต้องขัดขวางด้วย ในเมื่อซีกำลังทำเพื่อทุกคนอยู่  ทำไมทุกคนไม่มองเห็นปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนตอนที่ทะเลาะกันช่วงก่อนบ้านน้ำท่วม  ทุกคนไม่พยายามจะทำอะไรเลยเพราะคิดว่าคงไม่ท่วม แล้วแถวบ้านเพื่อนบ้านก็ยังไม่ป้องกันหรือเตรียมตัวอะไรกัน  ซีดูข่าวคิดว่าน้ำท่วมแน่ๆ  ไม่เข้าใจว่าทุกคนจะกลัวทำไมถ้าป้องกันแล้วน้ำไม่ท่วม  แทนที่จะกลัวว่าถ้าน้ำท่วมโดยไม่ทำอะไรเลยจะเป็นยังไง  ย้ายของแล้วน้ำไม่ท่วมก็ไม่เสียหาย  แต่ถ้าไม่ย้ายแล้วน้ำท่วมเสียหายแน่ๆ  ตัวซีเองจะเป็นคนที่ทนไม่ได้ที่จะปล่อยให้ชีวิตไปเรื่อยๆตามชะตากรรม  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นแต่ให้อยู่นิ่งๆรอให้มันมาถึงโดยไม่ทำอะไรนี่ทนไม่ได้จริงๆครับ 

ความรู้สึกของซีก็จะวนอยู่ในมุมของตัวเอง  ข้องใจว่าทำไมทุกคนถึงไม่เข้าใจ  ถามแบบนี้ซ้ำๆ  และให้เหตุผลเดิมๆกับตัวเองตลอดว่าที่เราทำไปก็เพื่อพ่อแม่ เพราะเรารักท่าน เราถึงพยายาม อดทนที่จะทำอาชีพนี้เพื่อจะได้ตอบแทนท่านได้เท่าที่เราตั้งใจ

วันหนึ่งแม่ก็ถามมาว่าพ่อกับแม่ผิดอะไร  ตรงนั้นเองที่ทำให้ซีคิดขึ้นมาได้ทันทีเลยว่า  พ่อกับแม่กำลังอ้างเหตุผลเดียวกันเพื่อสนับสนุนความคิดตัวเอง  เพราะพ่อกับแม่ก็รักเรา  ถึงเป็นห่วงไม่อยากให้เราทำงานหนัก เพราะกลัวว่าเราจะเหนื่อยและไม่สบาย

กลายเป็นว่าสิ่งที่อยู่ตรงกลางระหว่างซีกับพ่อแม่ก็คือความรัก  เพียงแต่เรามองความรักจากคนละมุมกัน  แม้ใช้ความรักเป็นเหตุผลอ้างอิงเหมือนกันแต่กลับไม่เข้าใจกันเลย  แล้วไอ้ความไม่เข้าใจกันเนี่ยยังทำให้ต่างฝ่ายต่างพยายามยืนยันว่าความคิดของตนเองนั้นถูกต้อง  พร้อมกับสร้างกำแพงขึ้นมาปิดกั้นความคิดที่ขัดแย้ง  

ทั้งๆที่ความไม่เข้าใจกันนั้นแก้ไขได้ง่ายๆ  แค่เพียงอาศัยความกล้าเล็กน้อยและใจที่กว้างขึ้นอีกหน่อย  ก้าวข้ามกำแพงที่ตัวเองสร้างขึ้น  ก้าวออกจากมุมที่ตนยึดติดไปยังมุมใหม่ๆ  เพื่อให้มองเห็นสิ่งเดียวกันในด้านอื่นๆ

ความสุขจากความเข้าใจเกิดขึ้นได้ไม่ยากครับ

เพียงแค่ใส่ใจว่า “เขาคิดอะไร-อย่างไร” ให้มากเท่ากับ “เราคิดอะไร-อย่างไร”

Self-Concept* be the best & be yourself สนับสนุนให้ทุกคนเข้าใจกันมากขึ้น^^

มีคนอยู่สองคน  ห้องของคนหนึ่งอยู่ทิศตะวันตก  ส่วนของอีกคนอยู่ทิศตะวันออก

คนที่พักอยู่ในห้องทิศตะวันออกมักจะตื่นแต่เช้าเสมอเพื่อรอชมพระอาทิตย์ขึ้น

ในขณะที่อีกคนกลับบ้านแต่วันเพื่อรอชมพระอาทิตย์ตก

ห้องของสองคนอยู่ตรงข้ามกันพอดี  ตอนเที่ยงของวันหนึ่งทั้งคู่บังเอิญออกจากห้องมาเจอกันพอดี

ทั้งสองต่างแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการพักอาศัยในอาคารหลังนี้

ทั้งคู่ต่างประทับใจในวิวทิวทัศน์ที่มองเห็นจากหน้าต่างของห้องพัก

คนหนึ่งเอาแต่บรรยายถึงความสวยงามตอนพระอาทิตย์ขึ้น

ส่วนอีกคนก็พรรณาถึงความงดงามตอนพระอาทิตย์ตก

ไปๆมาๆทั้งสองคนเริ่มโต้เถียงกันว่าวิวพระอาทิตย์ที่เห็นจากหน้าต่างห้องของตนนั้นสวยกว่า

ทั้งสองต่างไม่มีใครยอมใคร เพราะต่างไม่เคยเห็นวิวจากห้องพักฝั่งตรงข้าม

ทั้งสองตกลงแลกเปลี่ยนห้องกันหนึ่งวัน  เพื่อแลกกันชมวิว

ทำให้ทราบว่าภาพพระอาทิตย์ขึ้นหรือพระอาทิตย์ตกก็สวยงามไม่กัน

 

โดยทั่วไปแล้วสิ่งมีชีวิตรวมทั้งคนเรานั้นชอบความคุ้นเคยมากกว่าสิ่งแปลกใหม่  เพราะความคุ้นเคยหมายถึงความมั่นคงจากการที่รู้ผลหรือคาดเดาได้แน่นอน  แทนที่จะต้องเสียเวลากับการปรับตัวหรือเรียนรู้สิ่งใหม่  ถ้าหากเลือกได้เราจึงเลือกสิ่งเดิมๆ  เช่น ถ้าคิดไม่ออกว่าจะไปทานอาหารร้านไหน  หรือไปซื้อของสักอย่างที่ไหน  เรามักจะไปร้านที่เราเคยไป  เพราะมั่นใจว่าไปแล้วจะได้ทานอาหารที่อร่อยหรือได้ของที่ต้องการแน่นอน 

แม้แต่มุมมองของเราต่อสิ่งต่างๆ  หรือวิธีที่เราคิดเพื่อจัดการกับปัญหาต่างๆในชีวิต ก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของความคุ้นเคย  ซึ่งทั้งหมดล้วนแล้วแต่ส่งเสริมให้เรา “ยึดติด” อยู่ในที่ตั้งมั่น  ในมุมของตนเอง  จนบางครั้งหลงลืมไปว่าในสิ่งๆเดียวกันยังมีบางด้าน บางมุมที่เรามองไม่เห็น  ซึ่งไม่น่ากลัวเท่ากับการที่เราไม่ตระหนักถึงและไม่พยายามที่จะมองให้ทั่วและตัดสินเอาจากข้อมูลที่เรารับรู้ไม่ครบถ้วน

 

ระยะเวลาที่ห่างหายไปนับจากเอนทรี่สุดท้าย “เริ่มต้นทุกวันด้วยความสำเร็จเล็กๆ” เป็นที่มาของเอนทรี่ในวันนี้ครับ 

ปีที่ผ่านมา(2554) มีเรื่องราวเกิดขึ้นในชีวิตของซีหลายเรื่อง ทั้งการเปลี่ยนแปลงจากชีวิตการเรียนเข้าสู่ชีวิตการทำงาน การเจ็บป่วยของคุณตา น้ำท่วม การป่วยกระทันหันของแม่ และการเปลี่ยนแปลงของทุกคนในครอบครัว หลายๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งปีทำให้ซีตัดสินใจอย่างกระทันหันว่าต้องพยายามหางานที่ให้เราได้ทั้งค่าตอบแทนสูงและให้เวลาเราด้วย  งานนั้นต้องเป็นงานที่ทำให้เราเก็บเงินได้มาในระยะเวลาสั้น เหตุการณ์ในวันนี้ทำให้ซีมองเห็นอนาคตครับ  การเจ็บป่วยของคุณตายังถือว่าโชคดีเพราะพ่อกับแม่ซีเกษียณแล้วมีเวลาไปดูแลและมีเงินพอใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาล  แต่ถ้าเป็นพ่อกับแม่แล้วถ้าซียังคงทำงานแบบปัจจุบันนี้  ซีไม่แน่ใจว่าจะมีเงินพอและมั่นใจว่าไม่มีเวลาไปดูแลมากแบบนี้เพราะซีคำนวณแล้วว่าถ้าพ่อกับแม่อายุเท่าคุณตาตอนนี้ ณ เวลานั้นซีจะยังไม่เกษียณและต้องไปทำงานอยู่ 

สุดท้ายช่วงปลายปีซีก็ไปเจออาชีพที่เป็นคำตอบสำหรับทั้งหมดคือ อาชีพพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหรือสจ๊วตครับ  ซีตัดสินใจไม่นานเอาเงินเดือนเดือนกว่าสมัครเรียนกับสถาบันสอนโดยตรงแถวๆบ้านเพื่อเตรียมความพร้อมให้เร็วที่สุด  ตอนนั้นเรียนต่อเนื่องสองเดือนกว่าพร้อมกับทำงานประจำไปด้วยต้องออกจากบ้านทุกวันไม่หยุดพักเสาร์อาทิตย์เลยเหนื่อยมากครับ  แต่ก็ไปเรียนไม่เคยขาดจนจบหลักสูตรมาได้  มีเปิดรับสมัครที่ไหนก็พยายามจะไป 

จนกระทั่งวันหนึ่งก็เริ่มได้ยินเสียงคัดค้านจากคนที่บ้านรวมทั้งคุณแม่ว่าไม่อยากให้ทำงานสจ๊วตเพราะเป็นงานที่ไม่เป็นเวลา เหนื่อย กดดันแล้วซีเองสุขภาพไม่ค่อยดี  พูดตรงๆเลยก็กลัวว่าซีจะป่วยจะตายถ้าไปทำงานแบบนั้น  ตอนนั้นซีโกรธทุกคนมาก  ไม่เข้าใจ ว่าทำไมต้องห้าม ต้องขัดขวางด้วย ในเมื่อซีกำลังทำเพื่อทุกคนอยู่  ทำไมทุกคนไม่มองเห็นปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนตอนที่ทะเลาะกันช่วงก่อนบ้านน้ำท่วม  ทุกคนไม่พยายามจะทำอะไรเลยเพราะคิดว่าคงไม่ท่วม แล้วแถวบ้านเพื่อนบ้านก็ยังไม่ป้องกันหรือเตรียมตัวอะไรกัน  ซีดูข่าวคิดว่าน้ำท่วมแน่ๆ  ไม่เข้าใจว่าทุกคนจะกลัวทำไมถ้าป้องกันแล้วน้ำไม่ท่วม  แทนที่จะกลัวว่าถ้าน้ำท่วมโดยไม่ทำอะไรเลยจะเป็นยังไง  ย้ายของแล้วน้ำไม่ท่วมก็ไม่เสียหาย  แต่ถ้าไม่ย้ายแล้วน้ำท่วมเสียหายแน่ๆ  ตัวซีเองจะเป็นคนที่ทนไม่ได้ที่จะปล่อยให้ชีวิตไปเรื่อยๆตามชะตากรรม  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นแต่ให้อยู่นิ่งๆรอให้มันมาถึงโดยไม่ทำอะไรนี่ทนไม่ได้จริงๆครับ 

ความรู้สึกของซีก็จะวนอยู่ในมุมของตัวเอง  ข้องใจว่าทำไมทุกคนถึงไม่เข้าใจ  ถามแบบนี้ซ้ำๆ  และให้เหตุผลเดิมๆกับตัวเองตลอดว่าที่เราทำไปก็เพื่อพ่อแม่ เพราะเรารักท่าน เราถึงพยายาม อดทนที่จะทำอาชีพนี้เพื่อจะได้ตอบแทนท่านได้เท่าที่เราตั้งใจ

วันหนึ่งแม่ก็ถามมาว่าพ่อกับแม่ผิดอะไร  ตรงนั้นเองที่ทำให้ซีคิดขึ้นมาได้ทันทีเลยว่า  พ่อกับแม่กำลังอ้างเหตุผลเดียวกันเพื่อสนับสนุนความคิดตัวเอง  เพราะพ่อกับแม่ก็รักเรา  ถึงเป็นห่วงไม่อยากให้เราทำงานหนัก เพราะกลัวว่าเราจะเหนื่อยและไม่สบาย

กลายเป็นว่าสิ่งที่อยู่ตรงกลางระหว่างซีกับพ่อแม่ก็คือความรัก  เพียงแต่เรามองความรักจากคนละมุมกัน  แม้ใช้ความรักเป็นเหตุผลอ้างอิงเหมือนกันแต่กลับไม่เข้าใจกันเลย  แล้วไอ้ความไม่เข้าใจกันเนี่ยยังทำให้ต่างฝ่ายต่างพยายามยืนยันว่าความคิดของตนเองนั้นถูกต้อง  พร้อมกับสร้างกำแพงขึ้นมาปิดกั้นความคิดที่ขัดแย้ง  

ทั้งๆที่ความไม่เข้าใจกันนั้นแก้ไขได้ง่ายๆ  แค่เพียงอาศัยความกล้าเล็กน้อยและใจที่กว้างขึ้นอีกหน่อย  ก้าวข้ามกำแพงที่ตัวเองสร้างขึ้น  ก้าวออกจากมุมที่ตนยึดติดไปยังมุมใหม่ๆ  เพื่อให้มองเห็นสิ่งเดียวกันในด้านอื่นๆ

ความสุขจากความเข้าใจเกิดขึ้นได้ไม่ยากครับ

เพียงแค่ใส่ใจว่า “เขาคิดอะไร-อย่างไร” ให้มากเท่ากับ “เราคิดอะไร-อย่างไร”

Self-Concept* be the best & be yourself สนับสนุนให้ทุกคนเข้าใจกันมากขึ้น^^

เคยนึกแปลกใจกับตัวเองบ่อยๆนะครับว่า  ทำไมนะบางวันตั้งแต่ลุกขึ้นจากที่นอนรู้สึกสดชื่นมาก เบิกบานราวกับว่าโลกนี้เป็นของเรา  ผิดกับบางวันไม่อยากลุกขึ้นมาจากที่นอนเลย  เบื่อเหลือเกินตื่นมาเจอกับโลกเดิมๆ  แล้วสองวันนั้นทั้งวันถ้าสังเกตดีๆแล้วจะพบว่าแตกต่างกันราวฟ้ากับเหวในด้านความพึงพอใจ 

ซีในฐานะนักจิตวิทยาก็เกิดความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น  ต้องมีตัวแปรที่สร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นในตอนจบ  ไม่จำเป็นต้องเป็นตัวแปรที่ใหญ่หรือเด่นชัด  แต่อาจเป็นแค่ตัวแปรเล็กๆแต่สุดท้ายส่งผลขนาดใหญ่ได้  เหมือนองศาที่แตกต่างกันเมื่อลากต่อเส้นไกลออกไปเส้นทั้งสองก็กางออกห่างกันมากมาย

ซีมาค้นพบคำตอบเอาเมื่อไม่นานมานี้ครับ  ตัวแปรนั้นคือเป้าหมายเล็กๆเป้าหมายแรกเมื่อตอนตื่นนอน  ที่คุณอาจจะตั้งเอาไว้ในใจโดยที่ไม่รู้ตัว  อาจจะเป็น อยากจะตื่นเช้าๆ  อยากจะออกกำลังกายตอนเช้า  อยากจะตื่นขึ้นมาส่งใครหรือทำอะไรในตอนเช้า  ทั้งหมดนั้นคือเป้าหมายที่เราตั้งใจเอาไว้  และเมื่อเป้าหมายนั้นล้มเหลว  จิตใต้สำนึกของเราจะส่งผลให้เรารู้สึกไม่ดีไปอาจจะตลอดทั้งวันและแผ่ขยายไปยังเรื่องอื่นๆด้วย 

การพลาดเป้าหมายที่เราไม่ได้ตระหนักว่าเป็นเป้าหมายนี้อาจจะเป็นสาเหตุของอารมณ์หงุดหงิดไม่พอใจที่เราเคยเป็นกันอยู่โดยที่บอกกับตัวเองไม่ถูกว่าทำไมรู้สึกไม่ดี 

อย่างตัวซีเองมีอยู่วันหนึ่งตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตอนตีห้า ตั้งใจจะตื่นขึ้นมาอ่านหนังสือ  ตั้งใจแบบนี้หลายวันแล้ว  แล้วก็ทำไม่ได้มาหลายวันเพราะเราทำงาน เรานอนดึก เราเหนื่อยตื่นมาแล้วง่วงมากจนไม่ไหว  สรุปคือทำไม่ได้ก็สะสมความผิดหวังไปเรื่อยๆจนไม่รู้ตัว  รู้สึกแย่กับตัวเอง  ทุกเช้าที่ลืมตาตื่นแล้วเห็นว่าข้างนอกหน้าต่างสว่างจะรู้สึกล้มเหลวมากๆ  จนมีครั้งหนึ่งเกิดทำได้สำเร็จพอตีห้านาฬิกาปลุกแล้ววันนั้นตื่นไหว เลยได้อ่านหนังสือ ทุกอย่างทำได้เหมือนที่ตั้งใจ  ความรู้สึกตอนนั้นมัน ใช่เลย แล้วมีความสุขไปทั้งวัน  เหมือนกับว่าวันนี้ความตั้งใจของเรามันสำเร็จไปแล้วอย่างหนึ่งแล้ว  ฉันไม่ใช่คนล้มเหลว  หลังจากสังเกตตัวเองในวันนั้นแล้ว  ก็ได้รู้ว่าแท้จริงแล้วเคล็ดลับของความสุขในแต่ละวันมันคือเป้าหมายเล็กๆที่ซ่อนอยู่ในทุกๆเช้า

ดังนั้นก็อยากจะชวนทุกคนมาเริ่มต้นทุกวันด้วยความสำเร็จเล็กๆในทุกๆเช้านะครับ

SelfCONCEPT และซีเป็นกำลังใจให้ทุกคนมุ่งมั่นสู่ความสำเร็จครับ ^^

ณ บัด นาว…ทำตอนนี้เลย

posted on 12 May 2012 17:19 by selfconcept in YourSelf directory Lifestyle, Diary, Idea

รู้สึกเหมือนพึ่งผ่านพ้นปีใหม่ไปไม่ทันไร  ทั้งๆที่เรากำลังจะเข้าสู่ครึ่งปีกันในอีกไม่กี่สัปดาห์นี้แล้ว  หรือจะนับเป็นวันก็เหลือแค่สิบกว่าวันเอง 

ย้อนเอาเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ว่าจะทำให้สำเร็จในปีนี้กลับมาดูแล้วก็ถอนใจ  ด้วยความรู้สึกใจหายเพราะหยาบๆเป้าหมายที่วางเอาไว้  ถูกวางเอาไว้จริงๆสมชื่อ  ไม่ได้ขยับไปไหนจากตอนที่ต้นปีเลย

และถ้าปล่อยทิ้งไว้ให้เป็นแบบนี้ต่อไป  คงหนีไม่พ้นความรู้สึกล้มเหลวที่จะมาเยือนตอนใกล้สิ้นปี  และความรู้สึกแบบนี้แหละที่บั่นทอนกำลังใจได้เก่งนัก  ทำให้ปีต่อไปเรารู้สึกไม่อยากจะตั้งเป้าหมายที่จะทำอะไร  ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วตัวเราก็จะอยู่นิ่งๆไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงแล้วใช่สิ่งที่เราต้องการจริงหรือ

ย้อนกลับไปดูเป้าหมายที่ตั้งไว้อีกครั้งจะพบว่าเป้าหมายทั้งหมดนั้นเป็นเป้าหมายย่อยของเป้าหมายใหญ่ของชีวิตซึ่งคือความพอใจหรือความสุขของตัวเราเอง  กลับไปดูเป้าหมายของตัวเองอีกครั้งแล้วแบ่งย่อยลงไปให้มากกว่าเดิม 

ถ้าหากเราตั้งเป้าหมายไว้ใหญ่  เรามักจะไม่ได้ทำเพราะการจะทำเป้าหมายใหญ่ต้องพึ่งพาองค์ประกอบหลายอย่าง  ทุกอย่างต้องพร้อมเหมาะเจาะในเวลานั้น  ทำให้เราต้องรอจังหวะและโอกาส  แต่เป้าหมายเล็กเราทำได้เลย 

ได้ยินชื่อเพลง ณ บัดนาว ที่ร้องโดย บี้ สุกฤษฎิ์ แล้วเป็นชื่อเพลงที่ตรงใจมากกับเอนทรี่ในวันนี้เลยหยิบมาใช้เป็นชื่อเอนทรี่เสียเลย 

ใช่เลย ณ บัดนาว  อยากทำอะไร  ถ้าทำได้ก็ทำไปเลย  แบ่งออกมาทำทีละนิดก็ยังดี

ซีเองเวลาออกจากบ้านไปไหนเห็นคนอื่นเข้าใจเลือกเสื้อผ้ามาแต่งตัว  แต่งออกมาแล้วดูดี  ก็เกิดแรงบันดาลใจอยากจะปรับปรุงการแต่งตัวของตัวเอง  แรงบันดาลใจมันเกิดแล้ว  แต่การกระทำหรือแอคชั่นยังไม่เกิดเพราะเป็นคนไม่ชอบไปซื้อเสื้อผ้า  เสื้อผ้าที่มีอยู่เกือบทั้งหมดได้จากมาญาติยกให้ทั้งนั้น  ทำให้เรามีข้ออ้างตลอดว่าไม่จำเป็นต้องซื้อเสื้อผ้าเอง  ทั้งๆที่เราไม่ชอบแบบเสื้อผ้าที่มีอยู่เลย  แต่ใจหนึ่งก็เสียดายเหมือนกันเพราะเสื้อผ้าบางตัวก็ยังค่อนข้างใหม่อยู่เลย

วันหนึ่งไปธุระแถวสีลมเห็นตั้งแผงขายเสื้อผ้าเดินผ่านเฉยเลย  พอเดินผ่านก็จะเกิดความรู้สึกขัดแย้งในใจสองอย่างระหว่าง ไว้วันหลังก็ได้ กับ ทำไมไม่ทำตอนนี้เลย  ปกติแล้วความคิดผัดวันไว้วันหลังจะเอาชนะ  แต่วันนั้นมันพลิกล็อค  เดินๆอยู่หยุดกึกหมุนตัวเดินย้อนกลับไปเลย  จนได้เนคไทมาสี่เส้น  จริงๆสามเส้นแม่ค้าก็ลดราคาให้เยอะแล้ว  ขอบอกว่าราคาน่าเร้าใจสุดๆ  แต่ที่ได้มาสี่เส้นเพราะยังไงเสียก็ไม่ได้ซื้อบ่อยๆอยู่แล้ว  และตัดใจเลือกไม่ได้เลยสีสวยๆทั้งนั้น 

จากที่ผูกเนคไทยังไม่เป็นตั้งแต่สมัยเรียนก็ให้พ่อผูกไว้ให้  ก็ขวนขวายหาวิธีผูกเดี๋ยวนี้มีสอนผ่านยูทูปเลย  ลองไปลองมาก็ผูกได้เอง  ใส่ไปทำงานวันแรก  เชื่อไหมแค่เปลี่ยนเนคไทเท่านั้น  เสื้อผ้ายังชุดเก่า  สีสันและรูปแบบทำให้ชีวิตดูสดใสขึ้นเยอะมาก  หลายคนในที่ทำงานจากที่เห็นหน้ากันจนคุ้น มองกันจนเลิกมองไปแล้ว  พอเรามีการเปลี่ยนแปลงก็กลับมาสนใจ       

ผลตอบรับเล็กน้อยก็เป็นแรงผลักดันให้เราทำต่อไปอีก  ตั้งใจว่าจะขยายไปสู่เสื้อ กางเกง ไปจนถึงชุดไปรเวทไว้ใส่ออกจากบ้านในวันหยุด  จากความคิดเรื่องเสียดาย สิ้นเปลือง ตอนนี้เราก็ต้องมองเรื่องเวลาคู่กันไปด้วย  การที่เราไม่ได้ทำอะไรที่อยากทำหรือเป็นอะไรที่อยากเป็นแล้วเวลาหมุนผ่านไปทุกวัน อายุมากขึ้นทุกวัน  นั่นหมายความว่าตัวเราเองก็เปลืองเวลาอยู่  แล้วเวลาเป็นสิ่งที่ประมาณค่าไม่ได้

ดังนั้นประโยคลับของวันที่ควรจะพกติดตัวไว้เสมอคือ

“ไม่ทำตอนนี้แล้วจะทำตอนไหน”

“ไม่มีเวลาไหนดีไปกว่าตอนนี้แล้ว”

“ทำเลย  ลงมือมือทำเลย”

“ฉันจะทำให้สำเร็จตอนนี้”

“ฉันจะไม่รอต่อไปแล้ว”

“ณ บัด นาว…ทำตอนนี้เลย”

Self-CONCEPT* Be the Best & Be yourself

ขอเป็นแรงใจให้ทุกคนเริ่มต้นสู้เพื่อฝันครับ ^^

วินาทีนี้เชื่อว่าทุกคนคงจะเคยรับรู้ผ่านหูผ่านตามาบ้าง  ถึงความสำเร็จของชายหนุ่มที่ชื่อว่ามาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก  ผู้ก่อตั้งเว็ปคอมมูนิตี้ชื่อดังอย่าง Facebook ที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว  และเป็นที่นิยมมากในประเทศไทย 

เพราะ Facebook นี้แหละที่ทลายขีดจำกัดด้านระยะทางทำให้ทุกคนที่รู้จักกันขยับเข้ามาใกล้ชิดกันเหมือนเดิมดุจดั่งนั่งอยู่ข้างๆกันเช่นในวันวาน

จากเอนทรี่ก่อนหน้าเรื่องฆ่าเวลา…ค่าเวลา เอนทรี่ที่ส่งเสริมให้ทุกคนหันกลับมาจัดการเวลา ตระหนักใจคุณค่าของเวลา และใช้เวลาอย่างคุ้มค่า   ซีในฐานะผู้เขียนเอนทรี่เองก็ได้กลับไปสำรวจพฤติกรรมการใช้เวลาของตัวเอง  ผลออกมาเป็นที่น่าตกใจเมื่อพบว่า ในวันหนึ่งเวลารั่วไหลไปสู่อินเตอร์เนตจำนวนมาก  เสียไปกับความอยากรู้อยากเห็น  Facebook ฆ่าเวลาไปมากที่สุดครั้งละไม่มากแต่วันหนึ่งหลายครั้งรวมเวลาแล้วมากจนไม่อยากจะเชื่อ  รองลงมาคือ Google และ Youtube สองเสิร์ชเอนจิ้นที่ให้เราค้นโลกได้ทั้งใบ  จมอยู่กับข้อมูลมหาศาลได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด Google ทำให้เรากดไล่ดูไปเรื่อยๆ ดูหลายเว็ปแต่ใช้เวลาไม่มาก  ในขณะที่ Youtube แค่หลวมตัวหาคลิปสักคลิปหนึ่งก็อดไม่ได้ที่จะกดไปดูคลิปที่เกี่ยวข้อง  แล้วแต่ละคลิปใช้เวลาในการดู  น่าตกใจยิ่งกว่าเมื่อถามจากคนรอบข้างก็พบว่าตกอยู่สถานะไม่ต่างกัน  คือเวลาหล่นหายไปมากเกินจำเป็นกับเว็ปไซท์เหล่านี้

ทั้ง Facebook  Youtube และ Google คนที่คิดค้นขึ้นมาล้วนแล้วแต่ชื่อว่าประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานทั้งนั้น ที่ได้ประดิษฐ์นวัตกรรม ผู้เขียนเองอาศัยพึ่งพาทั้งสามเว็ปไซท์ที่กล่าวมาและนึกขอบคุณเสมอในประโยชน์ที่ได้รับ  แต่วันนี้คงต้องขอโบกมือลาไม่เช่นนั้นแล้วคงเสียใจแน่ๆถ้าหากต้องตกเป็นบุคคลล้มเหลวเพราะหลงระเริงมากไปกับ Facebook  Youtube และ Google

Self-CONCEPT* Be the Best & Be yourself สนับสนุนให้ทุกคนเป็นตัวเองและเป็นให้ดีที่สุดครับ^^